แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอบเข้าทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอบเข้าทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

หางานราชการ สมัครงานรัฐวิสาหกิจ



     หลายๆคนพ่อแม่ก็คงอยากให้ลูกทำงานทำการดีๆ มีหลักมีฐาน สวัสดิการดี มั่นคง ซึ่งงานที่ได้แบบนี้ส่วนมากก็คงไม่พ้นงานราชการ หรืองานรัฐวิสาหกิจ แล้วงานราชการเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนมากก็จะคิดกันว่าเข้าไปแล้วสบายไม่ต้องทำงาน ต้องของบอกว่าเป็นเพียงบางที่เท่านั้น สมัยนี้ถ้าไม่ทำงานไม่มีผลงานก็อาจจะถูกไล่ออกได้ไม่ยาก แล้วข้อดีข้อเสียระหว่างเอกชนและราชการเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ลองมาดูเลย


ราชการ-รัฐวิสาหกิจ
เอกชน
รายได้
น้อย
สูง
มั่งคง
สูง
กลาง – ต่ำ ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง
สวัสดิการ
ดีมาก
แล้วแต่บริษัท
ความเครียด
กลาง-ต่ำ
กลาง-สูง
ความเร่งรีบ
กลาง-ต่ำ
กลาง-สูง
งานต่อเงินเดือนที่ได้
เหมาะสม
น้อยไป
โอที
ได้เท่าที่ทำ
ได้บ้างไม่ได้บ้าง

การสอบเข้าล่ะ สมัยนี้ก็ใช้ข้อสอบทั่วไป ทั้ง  Aptitude  test ภาษาอังกฤษ (หลังๆเริ่มรีเควส TOEIC แทน ซึ่งเรทตั้งแต่ 450-600) แล้วก็วิชาเฉพาะ การเตรียมตัวก็ไม่ยากมากมาย ซ้อมโจทย์ซึ่งหาซื้อได้ที่ หน้าราม ประกอบกับหาข้อมูลเอง ฝึกความเร็วในการทำข้อสอบ และฝึกแนวโจทย์ไว้สำหรับสอบเยอะๆ เวลาทำข้อสอบจะได้ทำได้รวดเร็ว และผิดพลาดน้อยที่สุด เพราะข้อสอบจะไม่ได้ยากมากมาย คนส่วนมากทำได้อยู่แล้ว แต่คนที่ทำคะแนนได้สูงที่สุดกลุ่มแรกๆ ถึงจะเป็นผู้มีโอกาสได้เข้ารับการสัมภาษณ์งาน
ก่อนเข้าสอบความเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
·         อ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด ทำหลายๆรอบคนกว่าจะจับเคล็ดของข้อสอบหรือหาวิธีลัดได้ อย่าคิดว่าข้อสอบง่ายไม่ต้องซ้อมไรมากไม่ต้องอ่านไรมากก็ได้ อันนี้เป็นความคิดที่จะทำให้ตกม้าตายง่ายๆ
·         หลังจากลองทำตัวอย่างข้อสอบดูก็จะพอทราบได้ว่าจะต้องอ่านหนังสือแนวไหน ตอนนี้ก็น่าจะสามารถ list เนื้อหาที่จะออกสอบได้
·         แบ่งเวลาอ่านหนังสือตามหัวข้อที่ list ไว้ ควรเผื่อเวลาไว้ที่ 1.5 เท่าของที่กะไว้ เผื่อทบทวนและเกิดมีเหตุฉุกเฉินทำให้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือได้ โดยแบ่งเป็น
o   เนื้อหา
o   แบบฝึกหัด
o   ทบทวน
o   ทำสรุป
·         ทำสรุปเนื้อหา จะได้ทบทวนได้ง่าย รู้ว่าตรงไหนเข้าใจตรงไหนไม่เข้าใจตรงไหน จะได้ทบทวนถูกในเวลาสั้นๆ
·         ศึกษาเส้นทางไปสถานที่สอบ เผื่อเวลาไว้นั่งพัก ทำสมาธิซัก 1 ชั่วโมง หาห้องสอบ ปล่อยให้สมองโล่ง (โล่งเพื่อให้ทำข้อสอบได้ไม่ใช่เอาความรู้ออกจากสมองนะ)
·         ไม่ควรกินข้าวก่อนสอบในช่วง 1ชั่วโมง เพราะมันจะดึงพลังงานจากที่จะไปเลี้ยงสมองกลับลงไปเลี้ยงกระเพาะอาหารให้ย่อยอาหารแทนทางที่ดี ควรกินอะไรที่ไม่หนักท้องมาก เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม(ที่ไม่ซดน้ำเยอะมากเกินไป) ขนมปัง ดีที่สุดเท่าที่ทดลองมาคือ แวะ 7-11 หาพวกขนมปังกับไส้กรอกกิน แล้วค่อยเดินทางไป
·         ระหว่างทางจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ ซึ่งถ้ากินน้ำน้อยเกินไปเพราะกลัวจะอยากเข้าห้องน้ำก็ควรจะกินก่อนเข้าสอบซัก 30 นาที ให้มีเวลาดูดซึ่มและปล่อยออกมาก่อนสอบ หลายๆคนกลัวปวดอยากเข้าห้องน้ำจนไม่ยอมดื่มน้ำก่อนสอบ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ร่างกายคนประกอบด้วยน้ำ 70% ถ้าไม่ดื่มน้ำแล้วสมองจะเอาอะไปใช้
·          






วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แนวทางการตอบการสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ



       วันนี้เราจะมาดูกันว่าปกติแล้วเวลาสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ เค้าจะถามอะไรกันบ้าง พร้อมแนวทางการตอบคำถามคร่าๆกัน พร้อมกับเล่าประสบการณ์ในการสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติชาวอังกฤษสามคนกับคนไทยหนึ่งคนที่เป็นพนักงานฝ่าย HR ตอนแรกเค้าจะเมล์มานัดเวลากับเราพร้อมกฏการเข้าบริษัทแห่งนั้น หลังจากนั้นเราก็ดูว่าสะดวกไปไหม ถ้าไม่ติดก็เราก็ไปบริษัทตามเวลานั้นๆ ถ้าติดก็สามารถเมล์กลับไปบอกเค้าได้  พอถึงเวลาเค้าจะให้รอหน้าห้องสัมภาษณ์ จากนั้นเค้าจะเค้าไปกันก่อนพักนีงเพื่อเตรียมตัวและอ่านประวัติคร่าวๆ วันนี้จะนำเสนอแนวการตอบคำถามยิดฮิตในการสัมภาษณ์งานแบบสำหรับเป็นบทท่องจำถ้าเค้าให้เราพูดไปเรื่อยๆเกี่ยวกับตัวเอง
        My name is ชื่อนามสกุล. I'm อายุ old  I'm graduate from มหาวิทยาลัย in สาขาที่จบมา with เกรด. In university, I learned to try to to things that I never might do before. I had an excellent probability to be told regarding life, the activities of life, meet new friends, and lots a lot of alternative things than I will say. My most significant qualifications is sweet attention and patience or something like after I begin to try to to something i'll proceed till the duty is finished and I'm progression. I will get in conjunction with anybody. In future, I'd wish to have an honest job that brings a stable financial gain, have security, a family and be able to do some treats that individuals will bear in mind Pine Tree State by.To decide to apply job to your company because  a result of this company encompasses a smart image of stability and security. It’s like after you wish to travel on a ship, actually you'd opt for a ship that you just feel assured  with. i actually appreciate the prospect to possess Associate in Nursing interview with you these days. give thanks  you most. 
แปลไทยก็จะได้ความประมาณว่า

       ฉับชื่อ"ชื่อนามสกุล" อายุ อายุปี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย"มหาวิทยาลัย"ในสาขา"สาขาที่จบมา"ด้วยเกรด"เกรด" ในขณะเรียนมหาวิทยาลัย ฉันได้รู้จักและได้พยายามทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ได้โอกาสเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตจริงๆ ได้ทำงานต่าง ๆ ได้พบเพื่อนใหม่ ๆ และยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่คงบรรยายได้ไม่หมด สำหรับคุณสมบัติที่สำคัญของฉัน คือ ความตั้งใจและความอดทนหรืออีกตัวอย่างของความตั้งใจและความอดทน ของฉันคือ เมื่อได้เริ่มทำงานบางอย่างจะลงมือทำมันจนเสร็จสิ้น และยังเป็นคนเข้ากับคนง่าย สามารถเข้ากันได้กับคนทุกรูปแบบ งานอดิเรกคือการเล่นอินเทอร์เน็ต ดูโทรทัศน์ และอ่านหนังสือ เพราะมีความรู้มากมายอยู่ในนั้น ในอนาคตอยากมีมีงานดี ๆ ที่รายได้แน่นอน และมีความมั่นคงในชีวิต มีครอบครัว และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ผู้อื่นได้จดจำ ที่เลือกมาสมัครงานกับบริษัทนี้เพราะบริษัทนี้มีภาพลักษณ์ที่ดี มีความมั่นคง และความปลอดภัย เหมือนกับถ้าคนเราจะลงเรือสักลำ ก็คงต้องเลือกเดินทางไปกับเรือที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย และมั่นใจขอบคุณสำหรับโอกาสในการสัมภาษณ์วันนี้

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

สมัครงานเครือ CP ALL


เตรียมสมัครงานหรือสัมภาษณ์งาน CP All

เนื่องจากมีคนมาถามว่าแล้วตำแหน่งอื่นนอกจากทางสายคอมแล้วเค้ารับสมัครยังไงบ้าง อย่างแรกก็ขอแนะนำบริษัทกันก่อนเพื่อเป็นข้อมูลในการสัมภาษณ์

CP ALL ทำอะไร?
• ส่วนมากก็จะรู้จัก CP ALL ในนามของ 7-11 (7-Eleven) แต่ที่จริงแล้วยังมีบริษัทในเครืออีกมากมาย เช่น

  • Counter Service ที่รับชำระเงินค่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือแม้แต่จ่ายเงินค่า เดี่ยวโน๊ตอุดมก็ตาม 
  • Smart Purse เป็นบริษัทเกี่ยวกับบัตรเงินสด อีกหน่อยจะโคกับหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็น บัตรรถโดยสารประเภทต่างๆ เช่น Metro Bus  City Bus รถโดยสายภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในขณะที่เขียนอยู่นี้กำลังพัฒนา E-Ticketing อยู่ด้วย
  • Gosoft อันนี้จัดการด้านสารสนเทศให้กับ 7-Eleven และยังรับ job ทำที่บริษัทภายนอกด้วย 


สวัสดิการ
• เงินรักษาพยาบาล 1 แสน/ปี
• ประกันสังคม
• ตรวจสุขภาพประจำปี
• กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
• หุ้นสะสม
• เงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย 0เปอร์เซนต์
• วันหยุด 16 วัน
• ค่ารักษาพยาบาลคนในครอบครัว
• สิทธิ์พิเศษ กับบริษัท ในเครือ CP เช่น ลดราคาพิเศษ

การสอบเข้าทำงาน

• การสอบ Attitude test เป็นการวัดไหวพริบ และการมองเรื่องต่างๆ ซึ่งสามารถแสดงผลออกมาในรูปของ IQได้ หลายๆบริษัทนิยมนำมาคัดเลือกพนักงาน เพราะไม่ได้วัดความฉลาดในการท่องเนื้อหามาสอบแต่วันไหวพริบที่จำเป็นในการทำงานทุกสาขา มีหลายแบบได้แก่
o Diagrammatic reasoning หรือ Abstract reasoning
เป็นภาพ logic ให้ทำการวิเคราะห์ว่าภาพต่อไปจะเป็นแบบไหนกันแน่
o Data Checking
เป็นการหาจุดต่าง เช่น AAAAAA กับ AMAVA ต่างกันกี่จุด
o Numerical
เป็นอนุกรม ที่ให้หาเล่นที่เว้นว่างไว้ เช่น 1 1 2 3 5 13 _ อันต่อไปคืออะไรเป็นต้น
o The Most Similar
หาว่าอันไหนเหมือนกับภาพตัวอย่างมากที่สุด
• การสอบ EQ เป็นการวัดความฉลาดทางอารมณ์ของบุคคลรวมไปถึงลักษณะนิสัยของบุคคลนั้นๆ เพิ่อคัดเลือกคนที่มีนิสัยเหมาะสมมทำงานด้วยนั่นเอง ควรตอบไปตามจริงจะดีที่สุดเพราะสามารถตรวจสอบได้
• การสอบวิชาเฉพาะสำหรับด้านต่างๆ ส่วนมากเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับตำแหน่งที่ไปสมัคร
• สัมภาษณ์
o การสอบสัมภาษณ์ที่เคยเจอจากบริษัทลูกสองที่ ที่แรกเป็น gosoft จะให้หัวหน้าที่ต้องการคนมาสัมภาษณ์งาน จะถามว่าทำอะไรเป็นบ้าง ถนัดตรงไหนเป็นพิเศษ ส่วนอีกที่นึงก็เช่นกัน
o การสัมภาษณ์มีหลายรอบ ควรหาเวลาและเตรียมตัวไปแต่ละครั้งให้ดี
การแต่งกาย
สามารถแต่งตัวแบบสมัยใหม่ไปสอบสัมภาษณ์ได้ ไม่ต้องถึงกับใส่สูทไป ที่นี่ค่อยข้างเปิดกว้างสำหรับการแต่งกายขอเพียงแค่สุภาพก็พอ
คำถามที่นิยมถามกัน
• เงินเดือนดีไหม
o แล้วแต่ตำแหน่งงานที่ไปสมัคร ส่วนตัวที่เคยไปสายคอมพิวเตอร์ได้น้อยกว่าที่กะไว้ แต่ตำแหน่งอื่นๆที่เพื่อนๆไปก็โอเคดี
• งานหนักไหม
o แล้วแต่ส่วนงานที่อยู่ ส่วนมากจะหนักเป็นช่วงๆ หลายๆส่วนอยู่โอทีกระจายจนได้เงินเยอะบ้าง (บางทีเป็นโอฟรีก็มี)






วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

ไปสัมภาษณ์งานไม่ควรทำอะไรบ้าง


1. แต่งตัวไม่น่าเชื่อถือ
         ถ้าไม่ได้จบมาจำพวกดีไซน์ อย่าได้ริแต่งตัวเซ่อๆไปเชียว เห็นแค่การแต่งตัวเค้าก็ไม่รับเข้ามาทำงานแล้ว ควรแต่งตัวสุภาพตามมารยาทสังคมเพราะที่นี่เป็นบริษัทสำหรับทำงาน ต้องการความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ที่บ้านที่จะแต่งตวอย่างไรก็ได้


2) ชุดวาบหวิว

          การแต่งตัวสำหรับผู้หญิงไม่ควรสวมกระโปรงสั้นโชว์เรียวขาคู่งาม เสื้อคอลึกแบบก้มทีหกเรี่ยราด เสื้อรัดติ้วเป็นแหนมโชว์สัดส่วนเป็นมัดๆ เสื้อสั้นโชว์สะดือให้เห็น(พุง)แพลมๆ การแต่งกายแบบนี้ของท่านนั้นดึงดูดสายตาผู้คนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าตำแหน่งที่ท่านสมัคร ไม่ใช่ตำแหน่งที่ต้องใช้เสน่ห์และความงามส่วนบุคคลประกอบการทำงานอย่าง เช่นตำแหน่งโคโยตี้ ก็ไม่ควรใส่ไป 


3) ชุดนิสิต 
        ถ้าแต่งชุดนักศึกษามาสมัครหรือสัมภาษณ์งานในขณะที่กำลังเรียนอยู่ก็ยังโอเค แต่ถ้าคุณเรียนจบแล้วหรือเกรดเทอมสุดท้ายออกหมดแล้ว ชุดนี้กลับไม่ควรใช้เป็นอย่างยิ่ง เพราะชุดนี้มันแสดงต่อผู้สัมภาษณ์ว่าคุณยังเป็นนักศึกษาอยู่ ยังไม่พร้อมที่จะทำงานครับ 


4) แต่งตัวเกินเหตุ
         แต่งตัวควรให้แต่งอย่างพอเหมาะพอควร สุภาพสตรีบางท่านแต่งหน้ามาซะเข้ม อย่างกะจะไปเดินแฟชั่นโชว์เครื่องสำอาง หรือการแต่งตัวที่ไม่เหมาะกับบุคลิกตัวเองก็ไม่สมควรเช่นกัน
 


5) ไม่เตรียมเอกสารมาให้ครบ

         ถือเป็นจุดบอดอันร้ายแรง เพราะถ้าแค่นี้คุณยังพลาดแล้วเวลาทำงานสำคัญๆกว่านี้ล่ะจะไม่พลาดเชียวหรือ และถ้ามีคุณสมบัติในตำแหน่งที่เล็งไว้พอๆกัน แต่คนนึงเตรียมของมาพร้อมอีกคนขาดเขาจะเลือกใครล่ะ คิดเอาแล้วกัน


6) ไม่สนใจตอบคำถามผู้สัมภาษณ์

          หลายๆคนคิดว่าตัวเองจบมาดี การศึกษาดี ยังไงๆเค้าก็ต้องรับอันนี้ก็ขอให้เปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะการทำงานไม่ได้สนแค่ความเก่งอย่างเดียว เค้าสนการทำงานเป็นทีม การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มนุษยสัมพันธ์ด้วย

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

การตอบคำถามสัมภาษณ์งาน

ปกติการสัมภาษณ์งานจะมีรูปแบบไม่กี่อย่าง คำถามที่มักถูกใช้และแนวทางการตอบได้แก่


  • แนะนำตัวเอง
    • ก็เล่าคร่าวๆมีประสบการณ์อะไรบ้าง จบจากที่ไหน ชอบทำอะไร 
  • ทำไมถึงอยากย้ายมาทำงานที่นี่
    • อย่าพูดถึงข้อเสียของที่เก่า ควรหลีกเลี่ยงเป็น อยากเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน และได้งานที่แปลกใหม่กว่าเดิม
  • คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรเพื่อบริษัทได้บ้าง
    • ลองเล่าความสามารถหรือผลงานดีเด่นจากที่เก่า
  • ข้อเสียของคุณคืออะไร
    • ให้ตอบเลี่ยงไปให้ดูดี เช่น บอกว่ามีสมาธิสูงจนบางทีไม่ได้ยินคนอื่นเวลาตั้งใจทำงานมากๆ
  • ถ้าถูกวิจารณ์จะรู้สึกอย่างไร
    • ตอบไปว่าจะรับฟังและพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดียิ่งๆขึ้นไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะฟังไปทั้งหมด จะนำมาวิเคราะห์ที่ละอย่างก่อน เป็นต้น
  • ถ้าต้องทำงานล่วงเวลาโอเคไหม
    • ไม่ควรเกี่ยงการทำงานล่วงเวลา ให้ตอบไปว่าได้ แต่ถ้ามีธุระและงานไม่เร่งจริงๆก็ขอกลับ
  • มองภาพตัวเองอีก 10 ปีข้างหน้าไว้อย่างไร
    • อันนี้ให้พยายามพูดถึงตัวเองกับตำแหน่งงานที่บริษัทในอนาคต
  • ทำไมที่ทำให้คุณอยากทำงานที่นี่
    • ตอบไปตามความจริง เช่นสวัสดิการดี
  • อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่
    • ตอบไปตามความสามารถของคุณ แถมท้ายด้วยกันกานต่อรองลงมา
  • คำถามสุดท้ายคุณมีอะไรจะถามไหม
    • ลองคิดคำถามดีๆไปถามเค้าดูบ้าง เช่น โอกาสการก้าวหน้าที่บริษัทนี้ บรรยากาศการทำงานเป็นอย่างไร

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

เทคนิคสัมภาษณ์งาน


หลายๆคนจะไปสัมภาษณ์งาน ไม่รู้จะเตรียมตัวอย่างไรดีเพื่อให้เค้าจ้างทำงานในบริษัทนั้นๆ วันนี้ของแนะนำวิธีการเตรียมตัวเล็กน้อยดังนี้

  1. หาข้อมูลบริษัทที่ไปสัมภาษณ์ 
    • หาข้อมูลจากคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทนั้น ซึ่งจะได้ข้อมูลที่ลึกมากกว่าที่จะไปนั่งหาเองเอง
    • ค้นหาจาก google โดยค้นหาด้วยชื่อบริษัท
    • วันสัมภาษณ์ลองคุยเกี่ยวกับข้อมูลของบริษัทที่คุณมี และขอความเห็นจากผู้สัมภาษณ์
  2. รู้จักตัวเอง
    • ดูนิสัยว่าเหมาะกับงานแบบไหน และกับบริษัทที่มีวัฒนธรรมแบบไหน
    • ความสามารถที่มีเหมาะกับตำแหน่งงานนั้นหรือไม่
  3. นำเสนอแต่ส่วนดีของตัวเอง
    • เล่าส่วนที่ตัวเองถนัดในงาน เช่น รอบคอบ 
    • หลีกเลี่ยงกาจตอบคำถามประเภทข้อเสียด้วยการตอบแบบบอกข้อดีไป เช่น คุณมีข้อเสียอย่างไร ก็ตอบไปว่า "บ้างานเกินไปจนไม่ได้นอน" 
  4. พูดถึงบริษัทเก่าในทางที่ดี
    • หลายๆครั้งการเปลี่ยนงานจะถูกถามเกี่ยวกับเรื่องที่เดิม ไม่ว่างจะเป็นทำไมถึงออกมา เกิดอะไรขึ้นการหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดีจะเป็นการดีมากๆ
  5. ถามคำถามดีๆ
    • ถามแต่คำถามที่ดูฉลาดๆ หลีกเลี่ยงการถามที่ไม่เหมาะสม เช่น เลิกงานกี่โมง เข้างานกี่โมง เพราะจะทำให้ดูเหมือนเป็นคนขี้เกียจ
    • ถามคำถามที่มองให้เห็นว่าเรามองอนาคตรวมกับที่บริษัท
  6. ตกลงเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการให้เรียบร้อย
    • การคุยกันให้เรียบร้อยก่อนเริ่มทำงานจะเป็นการดีที่สุด 
    • การเรียกเงินเดือนนั้นควรเรียกให้เหมาะสมกับความสามารถของเรา

หางานอย่างไรดี

การทำงาน คือการขายแรงงานชนิดหนึ่งที่ประกอบไปด้วยความสามารถ ความรู้ และประสบการณ์ ให้แก่นายจ้างเพื่อนำไปดำเนินกิจการต่างๆของบริษัทให้เจริญรุ่งเรื่องต่อไป โดยที่จะต้องสามารถแสดงให้ผู้จ้างเห็นถึงศักยภาพของตนเอง พร้อมกับทัศนคติที่ดี ก่อนที่จะเริ่มต้นหางาน ควรเตรียมตัวดังนี้



1. รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เราควรรู้อะไรบ้างล่ะ
- ความชอบส่วนตัว ชอบทำอะไร ทำงานอะไรก็ได้ที่เราชอบแล้วเราจะไม่ต้องทำงานอีกเลยตลอดชีวิต
- ความสามารถ ถนัดอะไร ไม่ถนัด คนเราไม่มีใครเก่งไปทุกด้าน
- นิสัย เหมาะกับงานแบบไหน ไม่ใช่เป็นคนขี้อายแล้วดันไปสมัครงานเป็นพิธีกร
- การศึกษา ตรงกับงานที่เปิดรับหรือไม่


2. เข้าถึงแหล่งข้อมูลในการสมัครงาน
- อินเตอร์เน็ต พวก job search ทั้งหลาย
- ประกาศรับสมัครงาน
- Job fair ทั้งที่จัดภายนอกและภายในมหาวิทยาลัย



3. รู้ข้อมูลงานที่จะไปสมัคร
- ข้อมูลบริษัท มีวัฒนธรรมภายในอย่างไร เหมาะกับเราหรือไม่ เงินเดือนให้เท่าไหร่ในแต่ละตำแหน่ง ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สวัสดิการเป็นอย่างไร
- ข้อมูลตำแหน่งงาน มีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้าง ลักษณะงาน เป็นอย่างไร เหมาะกับเราหรือไม่




วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

เคล็ดลับให้เค้าจ้างเรา

         หลายๆคนไปสมัครงานที่ไหนก็ตามก็ไม่ได้งานซักที เผลอบางที่ไม่แม้แต่จะเรียกสัมภาษณ์ด้วยซ้ำกัน เนื่องจากในปัจจุบันคนนั้นมีปริมาณเยแะกว่างานมาก อาจจะยกเว้นพวกหมอ วิศวกร โปรแกรมเมอร์ วันนี้เราจะมาดูกันวาาบริษัทมรเหณฑ์คัดเลือกอย่างไร


  1. จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะคำนึงถึงเรื่องนี้ เนื่องจากการคัดเลือกมหาวิทยาลัยชั้นนำนั้นเราจะได้บุคคลากรที่มีคุณภาพ การที่สามารถเค้าไปได้และเรียนจบออกมาแสดงถึงว่าความสามารถนั้นมิใช่โชคหรืออะไรก็ตาม เนื่อจากการสอบเข้าไม่สามารถโกงได้ และบ่งบอกว่าเป็นคนที่มีความรับผิดชอบดี สามารถบริหารเวลาได้ดีกว่าคนอื่นๆที่อายุเท่ากัน
  2. จบตรงกับงานที่เปิดรับสมัคร คงต้องบอกกันตรงๆว่าถ้าคุณจบแพทย์้วไปสมัครบัญชี เก่งยังไงโอกาสได้งานก็น้อยกว่าคนจบตรงสายวันยังค่ำ
  3. ภาษาดี จากเทรน aec เราจะเห็นได้ว่า ภาษานั้นสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นหนทางในการติดต่อสื่อสาร ถ้าไม่สามารถพูดคุยกันได้งานย่อมไม่เกิด เพราะฉะนั้นถ้าใครมีความสามารถทางด้านภาษาดี ความสามารถเท่าๆกันกับอีกคน แต่ภาษาดีกว่า ย่อมมีโอกาสได้งานดีกว่า
  4. มีระเบียบวินัย คนที่ไม่มีระเบียนวินัยย่อมไม่สามารถทำงานสำคัญได้ เพราะไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของแต่ละงานได้
  5. ไหวพริบดี คนที่มีไหวพริบดีย่อมได้เปรียบ สามารถดูได้จากการพูดคุยตอนสัมภาษณ์
  6. เรียนรู้งานได้รวดเร็ว ประหยัดทั้งทรัพยากรและเวลา
  7. มีมนุษย์สัมพันธ์ดี  ประสานงานได้ดร็ว

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

หางานแบบมืออาชีพ



เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ มักจะรับคนที่มีประสบการณ์ที่เข้ามาร่วมงานมากกว่าจะรับนักศึกษาใหม่ที่ขาดประสบการณ์ ดังนั้น สิ่งที่นักศึกษาเพิ่งจบใหม่ควรทำ เมื่อจะไปสมัครงานตามบริษัทต่างๆ เพื่อให้ผู้ว่าจ้างพิจารณารับเข้าทำงาน มีดังนี้

1. การแต่งตัว
ในวันที่ไปสมัครงานไม่ควรแต่งตัวด้วยชุดนักศึกษา แต่ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของคนทำงานเพื่อให้เราดูเป็นผู้ใหญ่ และ ดูน่าเชื่อถือ

2. อุปกรณ์สำหรับสมัครงาน
    เตียมของสำหรับมาสมัครงานให้พร้อม เช่น ปากกา ดินสอ ยางลบ กรรไกร ที่เย็บกระดาษ เพื่อให้นายจ้างรู้ว่าเรามีความรอบคอบ แม้ในเรื่องที่เล็กน้อย

3. เอกสารสำหรับสมัครงาน
    เตรียม  รูปถ่ายอย่างน้อย 2 รูป สำเนาบัตรประชาชนอย่างน้อย 2 ใบ สำเนาวุฒิการศึกษาอย่างน้อย 2 ใบ  สำเนาทะเบียนบ้านอย่างน้อย 2 ใบ ไปให้พร้อม ควรเตรียมจัดเป็นชุดไว้เลย เพื่อความสะดวกในการหยิบ

4. ทักษะที่จำเป็น
     ก่อนไปสมัครงาน ควรฝึกเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตการทำงานสมัยใหม่ให้คล่องพอตัว เช่น การใช้งานคอมพิวเตอร์แบบพื้นฐาน ,การใช้งาน internet ,การใช้งาน email

5. เรียนรู้การใช้เครื่องใช้สำนักงาน
     อย่างน้อยควรใช้ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องพริ้นเตอร์ เครื่องแฟกซ์ ได้ในระดับหนึ่งก่อนไปสมัครงาน อุปกรณ์พวกนี้ใช้ไม่ยาก เราอาจขอเรียนรู้จากบริษัทที่ถ่ายเอกสาร แค่ดูๆ และ ถามเพื่อให้ทราบบ้าง ไม่จำเป็นต้องใช้คล่อง เพียงแต่ให้รู้บ้าง ก็นับว่าเราได้เปรียบในเรื่องนี้แล้ว

6. แสดงความมั่นใจและมุ่งมั่น
    แสดงให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าเราต้องการเข้ามาทำงานกับบริษัทนี้ เป็นอย่างมาก ไม่มีใครอยากได้พนักงานที่เรื่อยเฉื่อย หรือ ไม่แสดงความกระตือรือร้น เพราะฉนั้น ถ้าอยากได้งาน ก็อย่าแสดงอาการไม่สนใจ หรือ เฉยเมยจนเกินไป

7. ทำตัวเป็นคนปัญหาน้อย
    เงื่อนไขต่างๆมันมีบางอย่างที่เราไม่ชอบ เช่นในเรื่อง เงินเดือน วันหยุด หน้าที่ความรับผิดชอบ สถานที่ทำงาน การทำงานล่วงเวลา รวมถึงการเดินทาง เพราะเรายังขาดประสบการณ์ในการทำงาน ดังนั้นจึงไม่ควรมีปัญหาในเรื่องเหล่านี้กับบริษัท เพราะ ทางที่ดีเราควรหาความรู้ตั่งแต่ก่อนมาสัมภาษณ์ ถ้าเราไม่สะดวกในเรื่องใด เราก็ควรไม่รับนัดสัมภาษณ์ตั้งแต่แรก เพื่อเป็นการไม่ทำให้บริษัทเขาเสียเวลาในการสัมภาษณ์เราด้วย เป็นต้น

8. ความรู้ด้านภาษา
    เตรียมความรู้ด้านคำศัพท์ด้านการสมัครงานให้คล่อง เพื่อให้เราสามารถกรอกใบสมัครงานที่เป็นภาษาอังกฤษได้ และ จุดนี้อาจทำให้นายจ้างเห็นว่า เรามีความสามารถที่จะทำงานในตำแหน่งที่เขาเปิดรับสมัครได้นั่นเอง ไว้คราวหน้าจะมาแนะนำศัพท์ที่เกี่ยวกับการสมัครงานอีกที

9. ขณะสัมภาษณ์งาน
    ควรใจเย็น ไม่ตื่นเต้น เตรียมตัวตอบคำถามมาล่วงหน้า เตรียมรับมือกับข้อดีข้อเสียของตัวเอง เวลาถูกถาม




วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

หางานก่อนเรียนจบ หรือเรียนต่อดี


ใกล้จบแล้วหางานหรือเรียนต่อดี?
                หลายๆคนพอปีสี่เทอมสองก็เริ่มรู้สึกว่าต้องตัดสินใจในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง จะเรียนต่อดี จะหางานดี หรือจะไม่ทำอะไรเลยดี(เอ๊ยไม่ได้ๆ) หลายๆคณะจะเริ่มเป็นช่วงทำโปรเจคจบกันอย่างแข็งขัน มีทั้งวิจัย ทำการทดลอง แล้วแต่คณะที่เรียน

                สำหรับคนที่คิดจะหางานทำ ปีสี่เทอมสองนี้จะเริ่มมีแมวมองจากหลายๆบริษัทมาเปิด boot รับสมัครบ้างอะไรบ้างเป็นระยะๆ ต้องเตรียมภาษาอังกฤษหรือถ้าจะให้ดีก็ภาษาที่สามกันไปเลย ช่วงนี้โรงเรียนสอนภาษาก็จะฟีเวอร์เป็นพิเศษกว่าปกติ บริษัทใหญ่ๆจะขอ TOEIC อย่างน้อย 550+ แต่พวกสอบแอร์อะไรเทือกนี้จะขอไว้ที่ 600+ แต่เอาเข้าจริงคนไทยเราเก่ง คะแนนของพวกที่จะเข้าบริษัทใหญ่ๆนั้น 650-990 กันทั้งนั้น(ไม่ต้องแอบคิดว่า 990นี่มันเต็มนะเฮ้ย ก็คนได้เต็มเยอะอยู่นะ)   แต่เนื่องจากภาษามันไม่ใช่อะไรที่เรียนไม่นานแล้วทำได้ดี เพราะมันเป็นอะไรที่เกิดจากการสั่งสม เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่าอยากหางานดีๆ หรือได้ค่าภาษาเพิ่ม(+500-5000 บาท) ก็จงเตรียมตัวไว้ซะนะจ๊ะ

                ส่วนคนที่คิดว่าจะเรียนต่อ อย่างแรกสำหรับหลายๆคณะ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น โปรเจคจบคุณต้องทำดีๆ ถึงดีเลิศ เพื่อเป็นโปรไฟล์ในการศึกษาต่อ เพราะอ.ที่ทำการคัดเลือกนั้น ย่อมอยากได้คนที่ชอบทำงานวิจัยเข้ามาศึกษากับตรเอง จะได้ช่วยกันพัฒนาโครงงานดีๆต่อไป เป็นผลงานตั้งกับตัวเองและประเทศชาติ ยิ่งถ้าคุณจะไปต่อต่างประเทศหรืออินเตอร์ในบ้านเรา ภาษาก็จำเป็นไม่ใช่น้อย TOEFL , IELTS  ทั้งหลายต้องทำคะแนนให้ดีถึงดีมาก การสอบแต่ละครั้งก็ไม่ใช่ถูกๆ แล้วแต่ค่าเงินในขณะนั้น ส่วนมากจะอยู่ที่ห้าพันบาทถึงเจ็ดพัน คะแนนควรได้อยู่ระหว่าง 550 ,6.5 ซึ่งจะสามารถผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำได้สบายๆ


               การสัมภาษณ์เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทหรือเอก ส่วนมากจะดูความพร้อมของผู้เรียนเป็นหลักว่าสามารถทำงานไปและมาเรียนได้หรือไม่ ถ้าจบมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนักที่จะเข้าเรียนต่อ ส่วนคนที่ไม่ได้จบที่ดีๆมาก็ควรจะหาข้อดีของตนเองไปนำเสนอให้ผู้สัมภาษณ์สนใจ